วันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2556

การเดินทางที่ไม่ธรรมดา

เมื่อวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา ผมได้เดินทางไปวัดพุทธรังษี แอนดาเดล ซึ่งเป็นวัดไทยสายธรรมยุติกนิกายในมหานครซิดนีย์ สำหรับการเดินทางครั้งนี้ คณะศรัทธาได้ออกเดินทางจ่ากเมืองนิวคลาสเซิลโดยรถไฟ City Rail ในเวลา 6.17 น. และถึงมหานครซิดนีย์เวลาประมาณ 9.00 น. จากนั้นเดินทางต่อไปยังวัดพุทธรังษีด้วยรถโดยสาร my bus zone II สาย 440 และถึงที่วัดเวลาประมาณ 11.00 น. ซึ่งพวกเราก็ได้ร่วมตักบาตรทันพอดี รวมไปถึงการได้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา (ที่อาจจะแตกต่างจากในเมืองไทยอยู่บ้าง เนื่องจากต้องมีการปรับให้เหมาะสมสอดคล้องกับประเทศนี้) อีกหลายอย่างที่ไม่เคยได้ทำที่ประเทศนี้มาก่อน ไม่ว่าจะเป็น การถวายสังฆทาน การทำทาน การฟังธรรม การได้กินข้าวก้นบาตร และการได้พบญาติธรรม เป็นต้น ซึ่งบุญกุศลที่เราได้กระทำในวัดนั้น ทำให้เรารู้สึกเกิดความปิติและอิ่มเอิมใจเป็นอย่างมาก

ที่เล่าไปแล้วนั้น เป็นเพียงเปลือกนอกของการเดินทางเท่านั้น แต่เนื้อแท้ของการเดินทางครั้งนี้ มันทำให้ผมและผู้ร่วมเดินทางหลายท่านได้เรียนรู้ถึงความจริงในบางแง่มุมที่มากยิ่งขึ้น จนทำให้ผมรู้สึกว่า มันเป็นการเดินทางที่ไม่ธรรมดา

"คนเรา...เกิดมาโดยลำพัง ตายโดยลำพัง และระหว่างนั้น คือ การเดินทางโดยลำพัง" (เสกสรรค์ ประเสริฐกุล, จากเรื่อง ผ่านพบไม่ผูกพัน)

ใช่ครับ...ผมกำลังจะพูดเกี่ยวกับ "การเดินทาง" สำหรับผมมันเป็นคำง่ายๆ แต่มีความหมายค่อนข้างลึกซึ้งเลยทีเดียว หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับการเดินทางเปลี่ยนสถานที่อยู่เป็นประจำ ขณะที่อีกหลายคนๆ อาจจะโต้เถียงว่าชั่วชีวิตเขาแทบไม่ได้เดินทางออกไปไหนเลยนอกจากถิ่นพำนักอาศัย แต่อย่างไรก็ตาม โดยเนื้อแท้แล้ว"ทุกคนล้วนตกอยู่ในห้วงการเดินทางของไตรลักษณะ (ดังที่เคยกล่าวไปแล้ว)"

ทั้งนี้ การเดินทางในห้วงไตรลักษณ์นี้ ถือได้ว่า เป็นการเดินทางที่ไม่มีที่สิ้นสุด หากจะพูดให้ชัดในทางพระพุทธศาสนา คือ การเดินทางในสังสารวัฎ นั่นเอง ขออธิบายเพิ่มเติมสักเล็กน้อยได้ว่า ตราบใดที่เรายังคงมีกิเลสหลงเหลืออยู่ภายในใจ เรายังคงต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกนับภพนับชาติไม่ถ้วน หากเราสะสมคุณความดีได้มาก เราก็จะสามารถเดินทางไปยังภพภูมิที่สูงขึ้นอย่าง เทวโลก หรือพรหมโลกได้ แต่หากเราก่อกรรมทำความชั่วไว้มาก เราก็จะต้องเดินทางไปยังภพภูมิที่ต่ำและประสบกับความทุกข์ร้อนในหลากหลายรูปแบบ เช่น สัตว์นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน ขึ้นอยู่กับบุญทำกรรมแต่งของแต่ละคน

แต่พูดก็พูดเถอะ...หากเราเลือก "ทางเดิน" ที่ถูกต้อง เราก็สามารถที่จะหยุด และออกจากการเดินทางดังกล่าวได้ 

ความแตกต่างของ "การเดินทาง" และ "ทางเดิน" อยู่ที่การเดินทางไม่มีขอบเขตสิ้นสุด แต่สำหรับ ทางเดิน นั้นมีที่สิ้นสุดหรือมีจุดจบในตัวของมันเอง....แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยากจะฝากไว้ก็คือ "ต้นทางอยู่ที่คน แต่ปลายทางจะอยู่ที่ฟ้า" เพราะฉะนั้น ในเมื่อเราได้ออกเดินทางอยู่ในสังสารวัฎแห่งนี้แล้ว ก็ควรจะต้องกำหนดและเลือกเส้นทางเดินให้ถูกต้อง เพื่อก้าวไปสู่พระนิพพานอันเป็นจุดสิ้นสุดของการเดินทาง


วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Beach to Beat

ก็ไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรเหมือนกัน...แต่รู้ว่าอยากเขียนเท่านั้นเอง
เมื่อวานได้ไปวิ่งออกกำลังกายที่ Beach มาตอนเวลาใกล้ค่ำ...เป็นครั้งแรกในรอบห้าเดือนตั้งแต่มาอยู่ที่นี่

โดยส่วนตัวแล้ว...ตัวผมเองกลับไม่ค่อยนิยมชมชอบทะเลสักเท่าใดนัก หากแต่ชอบพาตัวเองไปยังหุบเขาลำเนาไพรเสียมากกว่า อีกทั้งช่วงชีวิตส่วนใหญ่ของผมก็ผูกพันก้บภูเขามากกว่าทะเลด้วยเช่นกัน


แต่การไปเสพบรรยากาศของทะเลในครั้งนี้ ก็ให้ความรู้สึกที่ดีไม่น้อย แม้ว่าจะมีสิ่งกดทับและคำถามอยู่ในใจมากมายก็ตาม "กูมาทำอะไรที่นี่" "ต่อไปกูต้องเจออะไรอีก" "กูจะทำได้ไหมเนี่ย" "เมื่อไรกูจะได้กลับบ้าน" ทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่เฝ้าถามตัวเองมาตลอดตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ แต่ทั้งหมดนั้น ก็ล้วนเกิดขึ้นจากจิตใจของผมเองที่อาจจะยังไม่มั่นคงแข็งแรงพอ ประกอบกับมีสิ่งที่เข้ามากระทบจิตกระแทกใจอยู่ตลอด


ภาพของทะเล ได้โผล่มาย้ำเตือนอีกครั้งในเรื่องของ "กฎไตรลักษณ์ที่ว่าด้วย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา" ผ่านทางคลื่นลูกแล้วลูกเล่าที่เข้ามากระทบฝั่ง แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนจีรังยั่งยืน เปรียบตัวเราได้กับคลื่นระลอกหนึ่ง ที่เราเองก็ได้กลืนกลบคลื่นระลอกก่อนหน้า และเราเองก็จะต้องถูกคลื่นระลอกถัดไปกลืนทับด้วยเช่นกัน ซึ่งหากเรายังยึดว่าเราเป็นคลื่นระลอกนั้นระลอกนี้ เราก็จะไม่มีทางค้นพบตัวตนของเรา เพราะแท้จริงแล้วมันไม่มีตัวตนของเราเลย หากเป็นเพียงแค่สสารหรือสถานะหนึ่งที่เรายึดว่าเป็นเราเท่านั้นเอง...ไม่เพียงเท่านั้น แม้ว่าทะเลที่กว้างไกลสุดประมาณเพียงใด ก็ยังไม่สามารถจะเปรียบได้กับจิตใจคนได้ แม้กระทั่งตัวเจ้าของเองก็ตาม


หากฟังดูเผินเผินแล้ว หลายหลายท่านอาจจะมองว่า "มันเป็นความจริงอยู่แล้ว เป็นสัจธรรม ไม่เห็นจะมีอะไรแปลกใหม่" ซึ่งท่านเหล่านั้นก็มองได้ไม่ผิดเพี้ยนเลย แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า "ท่านเข้าใจมันอย่างลึกซึ้งแท้จริงหรือไม่ ท่านเคยผ่านประสบการณ์ที่ไม่ดีโดยใช้แว่นส่องธรรมอันนี้หรือไม่ หรือท่านผ่านมันได้หรือยัง"


สำหรับผม ผมก็มองเหมือนท่านเหล่านั้นแหละครับ แต่พอเจอสถานการณ์จริงเข้ากับตัว ก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน เสียสติไปเหมือนกัน และผมก็รู้เลยว่า "มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะผ่านไปได้" แต่มันเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องผ่านมันให้ได้ ไม่เร็วก็ช้า...และผมก็คงบอกได้แค่ว่า "ในการก้าวผ่านสิ่งต่างต่างที่เป็นต้นตอของทุกข์โศกนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ผ่านได้ง่ายง่าย หากต้องอาศัยสติปัญญา ตลอดจนความอดทนพยายามไม่น้อย อีกทั้งยังเป็นเรื่องเฉพาะตนด้วย..."




วันอังคารที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เมื่อความทุกข์กลับมาเยือน

ในช่วงเดือนที่ผ่าน มีเรื่องราวเข้ามาในชีวิตผมมากมาย และนำความเสียใจมาเยือนผมด้วยเช่นกัน นี่ไม่ใช่ครั้งแรก แต่เหมือนกับเป็นการฉายซ้ำของละครชีวิตครั้งที่สอง หรือครั้งที่สาม

แต่ในความทุกข์ เราก็สามารถเข้าใจชีวิต หรืออาจจะหาข้อคิดดีๆ ได้เช่นกัน ซึ่งความทุกข์โศกครั้งนี้ ทำให้ผมได้เข้าใจหลักธรรมที่เป็นภาษาบาลีว่า "อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข ปิเยหิ วิปะโยโค ยัมปิฉัง นะ ละภะติ ทุกขัง" มากขึ้น ซึ่งแปลเป็นไทยได้ใจความว่า ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งที่เป้นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์ มีความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นนั่นก็เป็นทุกข์

นอกจากนั้น ก็มีความกังวลในสิ่งที่อยู่ต่อหน้า เพราะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ และก็ไม่สามารถคิดหรือทำอะไรได้เลย เรียกได้ว่า "เสียสติ" ไปเลยทีเดียว

แต่ในความมืดมนสับสน ก็ยังพอจะหากำลังใจได้จากบทเพลงต่างๆ อยู่บ้าง โดยเฉพาะ ข้อคิดดีๆของพี่ๆ Bodyslam และล่าสุด เพลงรุ้ง ของพี่ๆ Slot Machine ที่เข้ามาทำให้ผมรู้สึกเข้มแข็งอีกครั้ง

แม้ว่าตอนนี้ผมจะสูญเสียบางอย่างไปแล้ว แต่ผมจะไม่ยอมให้ความโศกเสียใจนั้นมาทำลายชีวิต อนาคตและความหวังของอีกหลายๆคนเป็นอันขาด

(Slot Machine, 2556) ก่อนชีวิตจะอ่อนล้า...ก่อนที่ชีวิตจะผ่านพ้นจนหมดเวลา...พอได้รู้ว่าหยุดตามหา...จะมีวันที่ฟ้ากระจ่าง และความทุกข์นั้นเบาบาง...ฟ้าสว่าง เมื่อถึงเวลา ==> เป็นอีกข้อความหนึ่งที่ให้กำลังและสะท้อนสัจธรรมได้ดีเลยทีเดียว ผมขอตีความในแบบของผม คือ ชีวิตนี้สั้นนัก มันมีเวลาของมัน เมื่อมีเกิด..ก็ต้องมีดับเป็นธรรมดาเมื่อถึงเวลาของมัน และหากมองอีกมุม ก็คือ  การที่เราตามหาความสุขจากภายนอกหรือสิ่งรอบๆตัว มันจะนำพาความทุกข์โศกมาให้ เปรียบได้กับท้องฟ้าที่มืดมน แต่เมื่อใดก็ตาม ที่เราหยุดตามหา หยุดไขว่คว้าสิ่งต่างๆนอกกายเรา และหันมาพิจารณาสิ่งที่อยู่ในตัวเราร่างกายเรา ไม่ส่งจิตสาดส่ายไปเกาะเกี่ยวสิ่งภายนอก เมื่อนั้นชีวิตเราอาจจะมีความสุขมากขึ้น หรืออย่างน้อยความทุกข์ก็จะเบาบางลง...ท้องฟ้าก็จะสว่าง 

"ผ่านพบไม่ผูกพัน...บางทีอาจจะลึกซึ้งยั่งยืนกว่าร้อยหัวใจเข้ากับทุกอย่างด้วยโซ่ตรวนที่มักตั้งชื่อผิดๆ ว่า ความรัก" (เสกสรรค์ ประเสริฐกุล, 2550)

ขอบคุณทุกความโศกเศร้า และทุกแรงใจที่อยู่กับผมในช่วงเวลาที่เลวร้ายและอ่อนแอที่สุดช่วงหนึ่ง และกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ชีวิตมันไม่ง่ายเลย

ขอแวะมาบ่นสักเล็กน้อย...ขณะนี้ ผมก็ได้ทำการ Enrolment เป็นนักเรียนอีกครั้งอย่างเป็นทางการ

นี่ขนาดนั้นยังไม่ได้ทำอะไร ก็รู้สึกได้ถึงความหนักหน่วง ความเครียดของการเรียนแล้ว

ยิ่งเป็นการเรียนสิ่งที่ไม่คุ้นเคย และไม่ได้ตั้งตัวเตรียมใจมาก่อนด้วยแล้ว ยิ่งหนักเป็นทวีคูณ

ตอนนี้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเริ่มต้นได้ยังไง จับต้นชนปลายอะไรไม่ถูกเลย

รู้แค่ว่า "มันต้องเริ่มได้แล้ว มันต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้" อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไป => Don't Waste the time !!!

แต่ชีวิตมันก็มาถึงขนาดนี้แล้ว จะยังไงก็ต้องต่อสู้ฟันฝ่ากันไป ตัดสินใจมาแล้ว...มันต้องสำเร็จ !!!

พยายามบอกตัวเองว่า "ความพยายามอยู่ที่ไหน...ความสำเร็จอยู่ที่นั่น"

มันมาไกลเกินกว่าจะถอยหลังกลับแล้ว

อาจจะเหนื่อยบ้างครั้ง อาจจะเจ็บบางที...แต่ก็หวังว่าจะยิ้มได้บ้าง และมีกำลังใจที่จะสู้ต่อ  :))

วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

กลับมาอีกครั้ง

มันก็เป็นเรื่องน่าแปลกและรันทดพอสมควรที่ผมได้กลับมาเขียนบลอกนี้อีกครั้ง...ซึ่งผมก็ได้สังเกตตัวเองมาหลายครั้งแล้วว่า ผมจะนึกถึงบลอกนี้ ก็ต่อเมื่อผมรู้สึกไม่สบายใจและไม่มีทางระบายความรู้สึกต่างๆ ออกมาได้

บางครั้งผมไม่ต้องการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นมากนัก เพราะการที่ผมได้รับรู้เรื่องราวๆ ต่างๆ มากมายทั้งจากตัวเองและผู้อื่น มันทำให้ผมรู้สึกทุกข์ รู้สึกอึดอันอย่างบอกไม่ถูก ไม่เป็นตัวของตัวเอง แต่ผมก็คงจะไปกล่าวโทษคนอื่นเพียงอย่างเดียวก็คงจะไม่ได้ เพราะตัวทุกข์ที่แท้จริง มันอยู่ที่ "ใจ" ของผมนี่เอง

ผมได้ทบทวน มองความทุกข์ที่เกิดขึ้น และได้พบว่าที่ผมต้องทนทุกข์กับเหตุการณ์ต่างๆ ส่วนหนึ่งมาจาก "กรรม" หรือการกระทำของผมในอดีต ได้ส่งผลให้ผมต้องมาเสวยผลกรรมในปัจจุบัน อีกส่วนหนึ่งมาจาก "ความไม่รู้" หรือไม่เข้าใจในธรรม ผมกำลังจะบอกว่า หากเราสามารถปล่อยวางตามสภาพความเป็นจริงได้ หรือ หากจิตของเรามีความเข้มแข็งมากพอและมีสติรู้เท่าทันต่อผัสสะที่เข้ามากระทบผ่านอายตนะทั้ง 6 ไม่ว่าจะเป็น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ...ก็จะทำให้เราทุกข์น้อยลง หรืออาจจะไม่ทุกข์เลยก็เป็นได้

แต่ถึงตอนปฏิบัตินั้น ถ้าคนไม่เคยฝึกสติมาเลย จะทำได้ยากมากๆ...เวลาเอาเข้าจริงๆ พอเวลาที่ผัสสะมากระทบ สติเราแทบไม่เหลือ กระเจิดกระเจิงไปไหนต่อไหนก็ไม่รู้

สุดท้าย ผมก็ขอสรุปโดยอาราธนาคติธรรมคำสอนของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล มาบอกกล่าวกันเพื่อย้ำเตือนอีกสักครั้ง ท่านว่า "จิตที่ส่งออกนอกเป็น สมุทัย" นั่นหมายความว่า ถ้าจิตของเราวิ่งไปตามสิ่งต่างๆที่มากระทบ มันก็จะเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์

วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ร่มสีเทา: คันเก่าแต่เอามาเล่าใหม่

ขณะที่เดินๆ อยู่และเพลงใน iPod ของผมก็วนมาถึงเพลงร่มสีเทา ทำให้ความคิดในครั้งเก่าก่อนที่จะเขียนเกี่ยวกับเพลงนี้ได้โผล่ขึ้นมาย้ำเตือนผมอีกครั้ง

โดยส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่า หลายๆ คนคงรู้จัก เคยได้ยินเพลง และชื่นชอบเพลง "ร่มสีเทา" ของวงวัชราวลี พลัส เช่นเดียวกับผม ซึ่งผมเองต้องขอคารวะถึงผู้ประพันธ์เพลงนี้ด้วยใจจริง เนื่องจากเพลงนี้ ถือเป้นเพลงที่มีความไพเราะในเชิงดนตรีอย่างมาก มีการใช้ภาษางดงามจนบรรยายให้เห็นภาพตามไปได้ และที่สุด ก็คือ แฝงไปด้วยธรรมะและปรัชญาในการใช้ชีวิตอีกด้วย 


http://www.youtube.com/watch?v=P5VFTPL3Er4


ในฐานะที่ผมเป็นคนศึกษาธรรมะมาบ้าง ผมมองว่า เพลงนี้เป็นเพลงดีที่สุดเพลงหนึ่งในรอบ 10 ปีของไทยเลยก็ว่าได้ (อย่างน้อยก็ในความคิดของผม) เนื่องจากเพลงนี้ได้รวบรวมเอาข้อธรรมะหลายประการมาบรรจุอยู่ภายในเพลงนี้ และผมก็เชื่อว่า ใครหลายคนก็อาจจะเคยใช้เพลงนี้เป็นสะพานข้ามห้วงยามแห่งความทุกข์ และทำให้เข้าใจโลกตามความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น

ซึ่งในเรื่องนี้ ผมจะชี้ให้เห็นในสิ่งที่ผมมองเห็นว่า ช่วงไหนวรรคใดบ่งบอกถึงเกล็ดธรรมมะข้อใดบ้าง แต่ต้องขอออกตัวเลยว่า ตัวผมเองคงมิกล้าอวดอ้างสรรพคุณว่าเป็นผู้รู้ในข้ออรรถข้อธรรมอย่างกระจ่างแจ้ง และยิ่งไม่กล้าไปเปรียบกับพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ หลวงตาผู้ทรงธรรมทั้งหลายอีกด้วย หากแต่เป็นผู้สนใจใคร่รู้ในธรรม ก็แค่นั้นเอง ฉะนั้น หากสิ่งที่ผมคิด ผมพูด หรือผมได้เขียนออกมา มันบิดเบือนจากธรรมะ จากความเป็นจริง หรือก้าวล่วงละเมิดต่อผู้อื่น ผมก็กราบขออภัยในความรู้อันน้อยนิดของผมด้วย แต่เอาเข้าจริงแล้ว ผมอยากแค่จะแสดงมุมมองต่อเพลง "ร่มสีเทา" นี้ก็เท่านั้นเอง ซึ่งอาจจะมีคนคิดได้ก่อนผมมากโขแล้วด้วย

ขอเริ่มต้นจากเนื้อเพลง ซึ่ง copy มา และจะแสดงความคิดเห็นเป็นวรรคตอนไป

ฉันเฝ้าถามความสุขอยู่ที่ไหน ชายที่เขาเดินผ่านฉันเข้ามา
บอกกับฉันขอร่มสักคัน แต่ว่าที่มือเขาก็มีหนึ่งคัน  
ก็แปลกใจ ท่ามกลางหยดฝนโปรยปราย ==> ผมเชื่อว่า คนเราทุกคนนั้นล้วนที่จะแสวงหาความสุข แต่ในหลายครั้งก็มีเหตุการณ์แปลกๆ เกินขึ้น อย่างในเพลงนี้ ขณะที่ฝนกำลังตก แต่คนที่ถือร่มอยู่ในมือแล้ว ยังจะมาขอร่มกับอีกคนนึง (ที่อาจจะไม่มีร่มด้วยซ้ำ) หากตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น ผมก็เชื่อว่า คนเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องไม่ส่งร่มให้กับคนที่ขออย่างแน่นอน พร้อมกับตั้งคำถามว่า "คุณก็มีร่มอยู่แล้ว จะขอทำไมอีก" และก็จบเพียงแค่นั้น โดยไม่ได้คิดต่อ หรือมองในมุมอื่นอีกเลย

เขาก็ถามฉันว่าอยากสุขไหม ลองหุบร่มในมือสักพักหนึ่ง 
และเงยหน้ามองวันเวลา มองหยดน้ำที่มันกระทบตา 
ยังเปียกอยู่ใช่ไหม หรือไม่มีฝน  ==> จริงแล้ว ความสุขอาจเกิดขึ้นได้ง่ายๆ เพียงแค่คุณยอมรับความจริง ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ยอมรับว่าชีวิตเรานี้ตกอยู่ภายใต้สภาวะอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หากคุณทำได้เท่านี้ ชีวิตคุณก็ก้าวผ่านความทุกข์ได้แล้ว และชีวิตก็จะมีความสุขสงบมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ ซึ่งในเพลงนี้ ตามความคิดของผม (ซึ่งอาจจะตีความผิดได้) ผู้ประพันธ์เพลงเปรียบเทียบความจริงหรือการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ ไว้เหมือนกับหยดฝน ขณะที่สิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์ หรือปกคลุมความจริงไว้ ก็คือ "ร่ม" ที่ทำให้เราอยู่ในอารมณ์สีเทานั่นเอง หากพูดตามภาษาธรรมแบบคิดเองเออเอง ก็คงหมายความถึง ตัวอวิชชา (ความไม่รู้) และตัณหาอุปาทานต่างๆ นั่นเอง ฉะนั้น หากเราหุบร่ม หรือขจัดตัวไม่รู้ไปได้ และสามารถยอมรับและเข้าถึงความเป็นจริงของสิ่งต่างๆ ในโลกได้ แม้เพียงชั่วคราว เราก็พ้นทุกข์แบบชั่วคราวแล้ว

บนท้องฟ้าไม่มีอะไรแน่นอน ถ้ามองจากตรงนี้ 
เดี๋ยวก็มืด แล้วก็สว่าง 
อาจจะมีฝนก่อเป็นพายุ หรือลมลอยปลิวอยู่แค่นั้น 
สุขที่เคยเดินทางตามหามานาน 
ไม่ได้ไกลที่ไหน อยู่แค่นี้เอง  ==> แท้จริงแล้ว ทุกสิ่งอยุ่ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎอนิจจัง กล่าวคือ มีความเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นท้องฟ้าเอง แม้จะกว้างใหญ่แสนไกลแค่ไหน ก็ยังมีการแปรผันจากความมืดไปสู่ความสว่าง และจาความกสว่างไปสู่ความมืด แต่ประเด็นอยู่ตรงที่ว่า "ใจ" ของเราพร้อมที่จะยอมรับและเข้าใจถึงความไม่แน่นอนจากสิ่งรอบตัวนั้นหรือเปล่า สาเหตุหนึ่งที่ผมเชื่อว่าเป็นต้นตอของความทุกข์ ก็คือ คนเราไม่พร้อมที่จะยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงใดๆ มีอัตตา หรือความยึดมั่นถือมั่นในทิฏฐิมานะ ความคิด ความเชื่อ ของตนเอง

ยิ้มฉันยิ้มมากกว่าทุกครั้ง 
สุขที่ฉันตามหามาแสนนาน 
อยู่ตรงนี้ แค่เพียงเข้าใจ อย่าไปยึด 
ถือมันและกอดไว้ ก็แค่ร่มเท่านั้น เท่านั้น ==> ท่อนนี้ กำลังจะชี้ให้เห็นถึง "ความไม่มีตัวตน" หรือ "ไม่มีสิ่งไหนที่เป็นของเรา"

บนท้องฟ้าไม่มีอะไรแน่นอน ถ้ามองจากตรงนี้ 
เดี๋ยวก็มืด แล้วก็สว่าง 
อาจจะมีฝนก่อเป็นพายุ หรือลมลอยปลิวอยู่แค่นั้น 
สุขที่เคยเดินทางตามหามานาน 
ไม่ได้ไกลที่ไหน อยู่แค่นี้เอง ==>  ท่อนนี้ ช่วยย้ำเตือนในเรื่องของ "อนิจจจัง" ความแปรเปลี่ยนเลื่อนไหลอีกครั้ง ให้เรายอมรับความจริงของโลกว่าถูกครอบด้วยกฎแห่งไตรลักษณ์ และให้คำแนะนำเราว่า "ความสุข" ที่เราตามหานั้น ไม่ได้อยู่ที่ใดเลย แท้จริงแล้ว มันอยู่ที่ "ใจ" อันเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเราที่สุด ซึ่งมันขึ้นอยู่ว่าเราจะเลือกใช้ "ใจ" จะมองสิ่งต่างๆรอบตัวอย่างไร นั่นเอง หากดูจากเนื้อเพลงได้พูดถึงเรื่องสภาพแวดล้อมรอบตัว โดยยก "ธาตุลม" มาประกอบ หากเป็นคนมองด้วยใจที่เป็นแง่ร้าย ก็อาจจะคิดว่ามันเป็นพายุลูกใหญ่ที่กำลังถาโถมเข้ามาใส่ตัวเรา เป็นปัญหา เป็นความทุกข์อันหนักหน่วงของเรา ในทางกลับกัน หากเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี ก็จะพบว่าแท้จริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพายุลูกใหญ่ ไต้ฝุ่น เฮอริเคน หรือมรสุมต่างๆ นานา แท้จริงแล้ว มันก็คือ "ธาตุลม" ที่กำลังลอยปลิวอยู่ เท่านั้นเอง แต่สิ่งที่ต่างกันไปบ้าง ก็คือ เรื่องของความเร็ว และขนาดของลม ก็แค่นั้น

ฉันเห็นเธอถือร่มผ่านมา เต็มไปด้วยร่องรอย 
และคราบน้ำตา ฉันได้เห็นแล้วมันปวดใจ 
ไม่ใช่เพียงแค่เธอที่ทุกข์ ฉันก็เป็นเหมือนเธอ 
เธอได้ยินไหม อยากขอให้เธอลองโยนร่มที่ถือเอาไว้หนัก 
โยนมันออกไป ==> สำหรับท่อนนี้ ผมมองว่า การที่เราถือร่มไว้ หรือถูกครอบงำด้วย อวิชชา และตัณหาอุปทานต่างๆ มันสร้างความทุกข์ ความโศกเศร้า เสียใจ ให้แก่เรา ไม่ใช่เฉพาะตัวเราเท่านั้น แต่อาจจะรวมไปถึงคนอื่นๆ รอบข้างตัวเราที่เค้ามองเห็น หรือมีสัมพันธภาพกับเราด้วย และทางออกของเพลงนี้ ก็บอกไว้ว่า ทางหนึ่งที่อาจช่วยในการบรรเทาทุกข์ได้ ก็คือ ความพยายามที่จะลดทอน จนกระทั่งสลัดความไม่รู้ทิ้งไป ออกไปเฉกเช่น การโยนร่มสีเทาออกไป นั่นเอง เนื่องด้วยหากเรายังคงถือร่มสีเทาครอบตัวเราไว้ เราจะไม่มีวันได้สัมผัสถึงความจริง ความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง จนกระทั่งอาจจะจมดิ่งหมุนเวียนอยู่ในห้วงทุกข์ไปอีกนานแสนนาน

บนท้องฟ้าไม่มีอะไรแน่นอน ถ้ามองจากตรงนี้ 
เดี๋ยวก็มืด แล้วก็สว่าง 
อาจจะมีฝนก่อเป็นพายุ หรือลมลอยปลิวอยู่แค่นั้น 
สุขที่เคยเดินทางตามหามานาน ไม่ได้ไกลที่ไหน ==> กลับมาย้ำเตือนเรื่องการเปลี่ยนแปลง หรือ "อนิจจัง" อีกครั้ง และจากตรงนี้ พูดได้สั้นๆ ว่า "จะสุข จะทุกข์ มันอยู่ที่ใจ"

อย่าไปยึด อย่าไปถือ 
อย่าไปเอามากอดไว้ ก็จะไม่เสียใจ 
ตลอดชีวิต ต้องผ่านการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าใคร 
จะทุกข์ จะสุขแค่ไหน ก็อยู่ที่จะมอง ==> บทสรุปและทางออกของปัญหาจากเพลงนี้ ก็คือ เราต้องปล่อยวาง อย่าไปยึดถือในอัตตาของเรา ซึ่งครอบคลุมถึง การประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ การพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พอใจ และการปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น ล้วนเป็นตัวทุกข์ทั้งสิิ้น และที่้สำคัญ คือ "ใจ" ที่ต้องพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งหากใจเรามองว่า เป็นทุกข์ มันก็จะเป็นทุกข์ หากมองว่า เป็นสุข มันก็จะเป็นสุข หรือกล่าวอย่างรวบรัด คือ จะสุขจะทุกข์อยู่ที่ใจ นั่นเอง เนื่องจาก "ใจ" หรือความคิด มักจะชี้นำการกระทำเสมอ หากพูดแบบภาษาธรรมขึ้นมาหน่อย ก็กล่าวได้ว่า "จิตเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน"

และผมขออาราธนาโอวาทธรรมของหลวงปู่ดุลย์ อตุโล แห่งวัดบูรพาราม จ.สุรินทร์ มาย้ำเตือนว่า "จิตที่ส่งออกนอก เป็นสมุทัย (เหตุให้เกิดทุกข์) ฉะนั้น ทุกข์เกิดที่จิต ก็ต้องดับที่จิต" (จากหนังสือ อตุโล ไม่มีใดเทียม)


สุดท้ายนี้ ผมขอจบเรื่องนี้ด้วยประโยคที่ว่า

"อดทนเวลาที่ฝนพรำ
อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง
เมื่อวันเวลาที่ฝนจาง
ฟ้าก็คงสว่างและทำให้เราได้เข้าใจ
ว่ามันคุ้มค่า (แค่ไหนที่เฝ้ารอ)"
และ "หากหากไม่รู้จักเจ็บปวดก็คงไม่ซึ้งถึงความสุขใจ"

ใช่ครับ นั่นเป็นเพลง "ฤดูที่แตกต่าง"  ซึ่งในมุมของผม ก็คิดว่าเป็นอีกหนึ่งเพลงที่ดีที่สุดในรอบหลายสิบปีของไทยเลยเทียว (อย่างน้อยก็ในความคิดของผม)

นับว่าเป็นบุญที่ได้เกิดมาในผืนแผ่นดินไทย เป็นบุญที่ได้เป็นคนไทย และที่สุด คือ เป็นบุญวาสนาที่ได้มาพบเจอกับพระพุทธศาสนา (ที่เป็นประเสริฐที่สุดในโลก อย่างน้อยก็ในความคิดของผม) อันเป็นหนทางที่จะช่วยลดทอนความทุกข์ของคนให้เบาบางจางคลายไปได้ และถึงที่สุดแล้ว สามารถนำเราไปสู่ความดับทุกข์ได้ นั่นเอง

ขอขอบพระคุณทุกๆ ท่านที่ประคับประคองผมมาถึงทุกวันนี้ ด้วยใจจริง



สื่อออนไลน์: ความแตกต่างที่เหมือนกัน

ระหว่างที่เดินทางไปเรียนหนังสือกว่าห้าหกวัน คิดไปคิดมา ก็พอมีไอเดียจะมาแชร์ให้อ่านกันบ้าง ประเด็นในวันนี้ คือ เรื่องของ "สื่อออนไลน์" นั่นเอง หลายๆ คน คงได้ยินได้ฟังและคุ้นชินกับ "Social Media" กันมาก ซึ่งผมเองก็มิใช่ผู้รู้ หรือทรงภูมิทางด้านนี้แต่อย่างใด เพียงแต่ได้นั่งคิดและสังเกตอะไรบางอย่างได้เท่านั้นเอง

เอาเข้าจริง "Social Media: สื่อออนไลน์" ตามความรู้ความเข้าใจเท่าหางอึ่งของผมนั้น ได้สรุปออกมาว่า "มันเป็นเครื่องมือ ช่องทาง วิธีการที่คนเราใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน โดยพึ่งพาระบบไร้สายหรือเครือข่ายอินเตอร์เน็ตนั่นเอง" ซึ่งในปัจจุบัน สื่อออนไลน์ที่ผู้คนนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ได้แก่ Facebook, Twitter, SocialCam, Instagram และ LINE เป็นต้น โดยสื่อแต่ละประเภทก็มีข้อดี ข้อเสีย แตกต่างกันไป ซึ่งท่านผู้อ่านที่คร่ำหวอดในโลกออนไลน์คงทราบกันดีอยู่แล้ว และผมจะไม่ขอพูดในประเด็นนั้น

แต่สิ่งที่ผมสังเกตได้ (อาจจะมีคนมองออกก่อนผมซะอีก) เหตุผลประการหนึ่ง ที่ทำให้เกิดสื่อออนไลน์มากมายขนาดนี้ ก็คือ ต้องการสร้างความแตกต่างให้ผู้ใช้ (ซึ่งต่อไปผมขอเรียกว่าเป็น "นักเลงออนไลน์") ทั้งนี้ เนื่องจากในสังคมไทยทุกวันนี้ ผู้คนต่างมุ่งแสวงหาความแตกต่าง และความโดดเด่นเหนือคนอื่นๆ ประกอบกับการใช้สื่อออนไลน์เป็นเครื่องยกสถานะของตนเองนั้น มีต้นทุนที่ต่ำจนแทบจะไม่มีเลย (หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็น Free Goods ไปแล้ว)  สังเกตได้จากนักเลงออนไลน์คนหนึ่ง จะใช้สื่อออนไลน์หลายประเภทที่กำลัง In Trend พร้อมๆกัน 

 ซึ่งหากพูดตามภาษาชาวบ้านๆ ก็คือ สื่อออนไลน์เหล่านั้น ตอบโจทย์นักเลงออนไลน์เข้าอย่างจังเบ้อเร้อ รวมไปถึงการเข้ามาเติมเต็มบางอย่างที่หายไปให้แก่ผู้ใช้บริการ อาทิ ความเป็นเพื่อน คำชื่นชมต่างๆนานา (ที่อาจจะเคยได้รับ หรือไม่เคยได้รับก็ตาม) หรืออาจใช้เป็นพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นต่างๆ และเช็คข้อมูลข่าวสารความเคลื่อนไหวต่างๆของคนในแวดวงเดียวกัน เป็นต้น โดยไม่เสียเงินแม้แต่บาทเดียว แต่สิ่งที่ต้องลงทุนเพื่อประชาสัมพันธ์สินค้า ก็คือ การ Act ท่าถ่ายรูป, การ Post ข้อความต่างๆ หรือแม้กระทั่งคอยตรวจตราจับจ้องความเคลื่อนไหวในโลกไซเบอร์ นั่นเอง อย่างไรก็ตาม หากจะพูดแบบนักเรียนเศรษฐศาสตร์ก็คงต้องบอกว่า ปรากฏการณ์ในโลกออนไลน์นั้น แสดงให้เห็นถึง  Demand & Supply of Social Media ได้ดุลยภาพกันพอดิบพอดี

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้ อาจจะเป็นในด้าน Dark ของโลกออนไลน์ซะมาก หรือใช้มุมมองแบบ Pessimism นั่นเอง หากสำนักเศรษฐศาสตร์การเมืองแบบมาร์กซ์ (Marx) มีแนวคิดว่าด้วย "ลัทธิบูชาสินค้า" หรือ "ลัทธิบูชาเงิน" ซึ่งหมายถึง การที่เงินเข้ามาแทนความสัมพันธ์ในวิถีการผลิต (mode of production) ระหว่างคนกับคน นั่นเอง ในสถานการณ์ Modernization เช่นนี้ ที่มี internet เป็นเครื่องมือสื่อสารอันทรงอานุภาพมหาศาล ไม่เพียงแต่ คนในสังคมจะถูกเกณฑ์เข้าสู่ ลัทธิบูชาสินค้าและเงินตราแล้ว ยังถูกกวาดต้อนเข้าสู่ ลัทธิแห่งสื่อออนไลน์ อีกด้วย ซึ่งลักษณะสำคัญของลัทธิออนไลน์นี้ (เท่าทีสังเกตได้)  มีดังนี้
1. จะเป็นผู้ที่แสดงตัวตนในโลกออนไลน์เกือบตลอดเวลา ไม่เว้น เวลานอนหลับ เวลาเข้าห้องน้ำ และเวลาเรียน เป็นต้น
2. มักจะมีการโต้ตอบบนพื้นที่ส่วนตัวในโลกออนไลน์อย่างทันท่วงที แต่มักจะคิดอะไรหรือ Take action ได้ไม่ค่อยมากนัก นอกจาก Like Share Follow และคำพูดสั้นๆ อย่าง อิอิ หุหุ อ่านะ เป็นต้น
3. บางคนที่ Advance มากขึ้น ก็นำสื่อออนไลน์นี้ไปใช้ในเชิงพาณิชย์ ผ่านทางการโฆษณาและประชาสัมพันธ์สินค้า หรืออาจพูดได้ว่าเป็นช่องทางการตลาดรูปแบบใหม่ นั่นเอง

ซึ่งที่พูดมายืดยาวนั้น อาจจะไม่เกี่ยวกับชื่อเรื่องสักเท่าใด ก็เลยต้องขอสรุปให้เข้าประเด็นก่อนที่จะออกทะเลมากไปกว่านี้ ความคิดที่อยากจะเสนอในเรื่องนี้ ก็คือ ปัจจุบันนี้ สื่อออนไลน์ได้เข้ามามีบทบาทต่อการใช้ชีวิตของคนเรามากซะเหลือเกิน มีสื่อออนไลน์เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก และแต่ละประเภทพยายามที่จะสร้างความแตกต่างจากสื่อต่างประเภทในแง่ของการใช้งาน ความสะดวก ความง่ายในการเข้าถึง รวมไปถึงประโยชน์จากการใช้สอย แต่สิ่งที่เหมือนกันในทุกประเภท คือ สื่อออนไลน์ทุกประเภท มีส่วนในการลดทอนความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนลง หรืออาจพูดได้ว่า คนไม่อยากจะพูดคุยติดต่อสื่อสารกันโดยตรง (direct communication) แบบ Face to Face แต่กลับไปให้ความสนใจต่อการสื่อสารผ่านตัวกลาง หรือสื่อออนไลน์แทน 

ผลที่เกิดขึ้น ก็คือ กิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเป็นมนุษย์ เช่น การกินข้าวร่วมกัน การเล่นกีฬา การเรียนหนังสือในห้องเรียน การออกไปเที่ยวข้างนอกหรือการเปลี่ยนสถานที่เพื่อหาประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ เป็นต้น เริ่มลดความสำคัญลงและจางหายไป พูดง่ายๆ คือ เราอาจถูกลดทอนความเป็นคนลง เนื่องจากพึ่งพาตัวกลาง โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ที่มากเกินไป  จนในที่สุดอาจนำไปสู่ปัญหาทางสังคมในเชิงโครงสร้างต่างๆ ตามมาอีกมาย เช่น ปัญหาอาชญากรรมเนื่องจากลูกหมกมุ่นกับสื่อออนไลน์มากเกินไป และพ่อแม่ไม่ได้ให้ความรักความอบอุ่นและความเอาใจใส่แก่ลูก , ปัญหาความรุนแรงต่างๆ เนื่องจากสื่อออนไลน์ที่แพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวางและมีการบิดเบือนข้อมูล เป็นต้น